วันศุกร์ 18 สิงหาคม 2017

ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลการศึกษาโครงการรถยนต์คันแรก

A+ / A-

1car

คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ได้มีการศึกษาและติดตามการดำเนินโครงการรถยนต์คันแรก ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการรถยนต์คันแรก เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการคืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์คันแรก คือเป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราคาขายปลีกไม่เกินคันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินคันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ซื้อต้องมีอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า ๕ ปี โดยการคืนเงินภาษีจะคืนให้เมื่อครอบครองรถยนต์ ๑ ปีไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป) โครงการเสร็จสิ้นไปตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๕ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการคืนภาษีสรรพสามิต

สรุปผลการศึกษาการดำเนินโครงการรถคันแรกทำให้เกิดผลดีและผลเสียตามมาดังนี้

๑) ผลดี

๑.๑) โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะบรรดาค่ายรถยนต์ที่ซบเซามาจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปลายปี ๒๕๕๔ ก็สามารถฟื้นตัวจนกลับมามียอดขายแบบก้าวกระโดดได้ทันตาเห็น กล่าวคือ มียอดจำหน่ายรถยนต์ในปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ๑,๔๓๖,๓๓๕ คัน ซึ่งเป็นปีที่ยอดขายรถยนต์ของไทยสูงสุดในประวัติศาสตร์

๑.๒) ในขณะเดียวกันรัฐบาลยังสามารถจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวเนื่องได้เพิ่มมากขึ้นกว่าหลายเท่าตัว โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในภาพรวมเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้หลายหมื่นล้านบาท

๑.๓) ผู้บริโภคไทยสามารถซื้อรถยนต์ได้ในราคาถูกกว่าปกติ ๑ แสนบาท

๒) ผลเสีย : หรือผลกระทบที่ตามมาหลังจากดำเนินโครงการดังกล่าวมีมากมาย อาทิ

๒.๑) ผลของนโยบายที่ทำให้เกิดมีการดึงอุปสงค์ล่วงหน้ามาใช้ในปีที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาวะตลาดรถยนต์ในประเทศช่วงครึ่งหลังของปี ๒๕๕๖ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความต้องการซื้อรถยนต์จะค่อย ๆ หดตัวลดลง กล่าวคือ ในปี ๒๕๕๖ คาดว่าปริมาณความต้องการรถยนต์ในประเทศจะอยู่ที่ ๑.๒ ล้านคัน หรือลดลงจากปี ๒๕๕๕ ร้อยละ ๙.๕

๒.๒) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และดีลเล่อร์มีรถยนต์ค้างสต๊อกจำนวนมาก ประมาณ ๒ แสนคัน เนื่องจากการทิ้งใบจองรถยนต์ การจองเผื่อเหลือเผื่อขาด บางรายจองมากกว่า ๑ ยี่ห้อ หรือนิยมยี่ห้อเดียวแต่จองเกิน ๒ ชื่อ หรือจอง ๓ โชว์รูม ทำให้เกิดการส่งรายชื่อซ้ำซ้อนและยอดจองท่วม บางโชว์รูมยังยินดีคืนเงินจองหากไม่มารับรถยนต์ ให้วางเงินจองต่ำเพียง ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ บาท ปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ทำให้สถาบันการเงินปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อ จนต้องทิ้งใบจอง

๒.๓) ตลาดรถมือสองในปัจจุบันได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการรถยนต์คันแรก แต่เมื่อมีโครงการรถยนต์คันแรกออกมาทำให้รถมือสองหลายรุ่นได้รับผลกระทบ ราคาตกต่ำลงไปจากเกณฑ์ปกติอีกประมาณร้อยละ ๕ – ๑๐ ทำให้ราคาเฉลี่ยรถมือสองสภาพดีที่เข้ามาในตลาดตกต่ำลงไปถึงประมาณร้อยละ ๒๕ – ๓๐

ข้อสังเกต

๑) ผลกระทบทางบวกของนโยบายรถยนต์ใหม่คันแรกต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคพบว่า มาตรการรถยนต์คันแรกจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตลอดทั้งโครงการร้อยละ ๑.๐๖ ต่อปี จากกรณีฐานคิดเป็นเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจประมาณ ๑๓๕,๖๓๐ ล้านบาท โดยจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ ๒ หมื่นล้านบาท ขณะที่รัฐต้องจ่ายเงินภาษีสรรพสามิตคืนรถยนต์คันแรก ๙๑,๐๘๘ ล้านบาท นั่นคือประเทศจะมีเงินส่วนเกินประมาณ ๖.๔ หมื่นล้านบาท

๒) ผลกระทบทางลบของนโยบายรถยนต์คันแรกต่อเศรษฐกิจ กล่าวคือ เป็นโครงการที่ทำให้เกิดอุปสงค์เทียม โดยการดึงความต้องการซื้อรถยนต์ล่วงหน้ามาใช้ในปีปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อุปสงค์ที่แท้จริงในปีถัดมาลดลง ทำให้กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวอย่างน้อย ๑ – ๒ ปี อุปสงค์ที่แท้จริงจะกลับมา

๓) จะเห็นได้ว่าในช่วงแรก ๆ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ ๕๐๐,๐๐๐ คัน แต่เมื่อได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ๒.๕ เท่า ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ดำเนินโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกให้ประชาชนผู้ร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการกำหนดการวางเงินจองที่ต่ำมากเพียง ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งตามปกติต้องวางเงินจองอย่างน้อย ๕,๐๐๐ บาท ทำให้มีการจองรถยนต์ซ้ำซ้อน มีการทิ้งใบจอง รวมทั้งการที่รัฐบาลไม่กำหนดวันรับรถที่แน่นอน จึงทำให้ผู้ประกอบการเกิดปัญหาสต็อกบวม ตัวแทนจำหน่ายรถหรือดีลเลอร์ที่รับคำสั่งซื้อต้องเผชิญกับปัญหาในการหาพื้นที่รองรับสต๊อกที่คาดไม่ถึงเหล่านี้ ปัญหาสต๊อกรถคันแรกได้ลุกลามไปถึงผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายต้องชะลอการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่เพื่อเร่งระบายสต็อกที่ค้างอยู่ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์มือสอง

๔) ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกเกิดความต้องการซื้อ โดยมีมูลเหตุจูงใจจากนโยบายของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ เพราะซื้อรถยนต์ในราคาถูกลงประมาณคันละ ๘๐,๐๐๐ – ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามหลักสินเชื่อแล้วทำให้มีข้อที่น่าห่วงใยว่า ผู้เช่าซื้อเหล่านี้อาจมีความสามารถในการชำระหนี้ไม่เพียงพอตามหลักสินเชื่อ อีกทั้งวัตถุประสงค์ที่ต้องการซื้อรถส่วนใหญ่ซื้อมาเพื่อความสะดวกสบายในชีวิต ดังนั้น เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น จนอาจมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตได้ ซึ่งจากการพิจารณาศึกษาและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินนโยบายดังกล่าวพบว่า ผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการรถคันแรกเริ่มมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้รถยนต์กันบ้างแล้ว

ผู้สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.senate.go.th/w3c/senate/comm.php?url=home&comm_id=64

 

 

ภาพจาก www.tnews.co.th

|  104,515 views

Leave a Comment

*

scroll to top