วันพฤหัส , 14 ธันวาคม 2017

Home » ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน » สรุปผลการสัมมนา “การพัฒนาจิตใจและการพัฒนาปัญญา”

สรุปผลการสัมมนา “การพัฒนาจิตใจและการพัฒนาปัญญา”

ตุลาคม 10, 2017 4:42 pm by: Category: ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน, หน้าหลัก, เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา Leave a comment A+ / A-

คณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาจิตใจและการพัฒนาปัญญา” เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๐๖ – ๓๐๘ อาคารรัฐสภา ๒ กรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งรับทราบถึงความสำคัญและความจำเป็นของการพัฒนาจิตใจและการพัฒนาปัญญา พร้อมรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยมีนายสมพร  เทพสิทธา ประธานอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา เป็นประธานเปิดการสัมมนา

การอภิปรายหัวข้อ “การพัฒนาจิตใจและการพัฒนาปัญญา” เริ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย พระเมธาวินัยรส รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบุณยากร) รักษาการผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นายสมพร เทพสิทธา ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา นายเกรียงศักดิ์  บุญประสิทธิ์ ผู้อำนวยการกองศาสนูปถัมภ์ กรมการศาสนา และนายชยพล พงษ์สีดา ที่ปรึกษาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดย พลตรีหญิง อุษณีย์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา อนุกรรมาธิการด้านศาสนา เป็นผู้ดำเนินรายการ มีประเด็นการอภิปรายที่สำคัญ ดังนี้

๑.   ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาจิตและการพัฒนาปัญญา ปัญหาของการพัฒนาจิต คือ กิเลสในใจคน ซึ่งสามารถควบคุมได้โดยคนคนที่เป็นเจ้าของจิต คนจึงต้องฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง วิธีป้องกันคือ ไม่ฟุ้งซ่านตามสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งยั่วยุในสังคมมากเกินไป ต้องมีค่านิยมที่ดี ลดความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ได้ อุปสรรคของการพัฒนาจิต คือ การมีค่านิยมที่ผิด ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ได้ อุปสรรคและปัญหาในการพัฒนาปัญญา คือ ความมักง่ายและความเกียจคร้าน

ในแง่ของพระพุทธศาสนาการพัฒนาจิตและปัญญาอย่างถูกต้อง คือ การทำจิตใจให้งดงาม แบ่งเป็น ๓ ภาวะ ได้แก่ จิตที่มีคุณภาพ โดยการใส่คุณธรรมลงไปในจิตของตน จิตที่มีสมรรถภาพ เป็นจิตที่มีความเข้มแข็ง มีสติ สมาธิ มีความบากบั่น สามารถต่อสู้ได้ในทุกสถานการณ์ และจิตที่มีสุขภาพ คือ มีสุขภาพจิตที่ดี มีความร่าเริงเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส สามารถให้ความสุขคนอื่นได้ นอกจากนี้ วิธีการส่งเสริมการพัฒนาจิตและการพัฒนาปัญญา ยังสามารถทำได้โดยแบ่งออกเป็น ๒ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านการพัฒนาจิต ควรให้มีระบบการเรียนรู้คู่คุณธรรมเพื่อความมั่นคงของมนุษยชาติ ให้รางวัลหรือยกย่องคนดีในสังคม และควรกำหนดให้มีศูนย์พัฒนาจิตและสมาธิแห่งประเทศไทย และ ๒) ด้านการพัฒนาปัญญา ไม่ปล่อยให้คนชั่วมีบทบาทในสังคมหรือมีโอกาสอวดตนเอง โดยจัดให้มีแหล่งข้อมูลข่าวสารอันเชื่อถือได้ เพื่อค้นคว้าหาเกียรติประวัติหรือต้นแบบที่ดี ซึ่งการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญานั้น ต้องสร้างหรือรักษาสังคมต้นแบบที่เป็นสังคมแห่งสันติสุขและอยู่ร่วมกันอย่างเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมต่อการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาควบคู่ไปด้วย

๒.   การมุ่งสร้างคนให้มีปัญญา โดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ามาช่วย ด้วยการปรับความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม และปล่อยวางจิต โดยใช้มรรค ๘ เป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นกุญแจในการปรับเปลี่ยน เพื่อนำไปสู่วิถีชีวิตที่ดีและแนวทางที่ควรเป็น นอกจากนี้ ควรจัดให้มีวันสติหรือวันสมาธิในการทำงาน เพื่อเป็นการฝึกให้คนมีสติและสมาธิ ค้นพบหนทางแก้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ มิใช่พบแต่ความสุขทางวัตถุ แต่ไม่สามารถดับทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจได้

๓.   การพัฒนาจิตและการพัฒนาปัญญา ต้องคำนึงถึงมนุษยชาติและสังคมเป็นหลัก ซึ่งการจะมีจิตใจหรือปัญญาที่ดี ต้องเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัว สถานศึกษา รวมถึงนโยบายของรัฐต้องเอื้อให้เกิดการพัฒนา เพื่อสร้างพลเมืองของชาติให้มีจิตใจและปัญญาที่เจริญงอกงาม หากพิจารณาถึงหลักของพระพุทธศาสนา จะพบว่ามีความเป็นเหตุเป็นผลที่มุ่งสอนให้คนเข้าใจหลักธรรม ยึดถือเรื่องปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นสำคัญ ซึ่งก็คือการศึกษาเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติและความเข้าใจ เข้าถึงหลักธรรมที่แท้จริง

๔. แนวคิดหรือนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาจิตหรือปัญญาให้เป็นวาระแห่งชาติเป็นเรื่องจำเป็นต้องจัดให้มีขึ้น โดยประกาศให้เป็นปีแห่งการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญา ให้มีกิจกรรมในการรณรงค์ให้เกิดการพัฒนาจิตและปัญญาตามหลักของพระพุทธเจ้า  ทั้งนี้ ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการช่วยกันผลักดัน ขับเคลื่อน หรือมีการนำหลักสูตรพระพุทธศาสนากลับมาอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของไทย ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา

๕. ด้านแผนการอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมคุณธรรมนั้น  หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่งให้จัดทำมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทยขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ขึ้น โดยจัดเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ ๒๐ ปี ซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ ๖ ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแผ่หลักธรรมที่ถูกต้อง ยุทธศาสตร์ที่ ๓ อุปถัมภ์ศาสนา ยุทธศาสตร์ที่ ๔ คุ้มครองป้องกันการบ่อนทำลายศาสนา ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระหว่างศาสนา และยุทธศาสตร์ที่ ๖ การสร้างการรับรู้และความเข้าใจในกิจการศาสนา ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ศาสนาในประเทศไทยได้รับการทำนุบำรุง และก่อให้เกิดบทบาทในการส่งเสริมให้คนไทยมีพฤติกรรมที่ถูกต้องดีงาม มีคุณธรรม สังคมไทยมีความรักความสามัคคี อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง สมานฉันท์และมีความสงบสุขร่มเย็น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดแนวทางสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

info

|  99 views

Leave a Comment

*

scroll to top