วันพฤหัส , 26 เมษายน 2018

Home » ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน » “เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย ทางรุก ทางรับ จะไปทางไหน?”

“เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย ทางรุก ทางรับ จะไปทางไหน?”

เมษายน 17, 2018 10:30 am by: Category: ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน, หน้าหลัก, เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา Leave a comment A+ / A-

 

b-7893-2

ปัจจุบันเป็นที่ทราบดีว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ และในปี ๒๕๖๔ ประเทศไทยจะ
เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งการที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น ย่อมส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องบูรณาการและบริหารจัดการเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในทุกด้านอย่างจริงจัง

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดสัมมนา เรื่อง “เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย ทางรุก ทางรับ จะไปทางไหน” ขึ้น เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๑
ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ โดยมี นายแพทย์เจตน์  ศิริธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการสัมมนา และศาสตราจารย์คลินิกนิเวศน์  นันทจิต ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุแบบ
ครบวงจร ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวรายงาน โดยสรุปผลการสัมมนาได้ดังนี้

ช่วงแรก เป็นการอภิปรายในหัวข้อ เรื่อง “เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยทางรุก ทางรับ จะไปทางไหน?”
โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ นำเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณปราโมทย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อภิปรายในประเด็น “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรพลิกโลก” ว่า ปัจจุบันประชากรในครอบครัวลดลงเฉลี่ยครอบครัวละ ๒-๓ คน เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงเป็นอย่างมาก
    อีกทั้งประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นเฉลี่ยจากเดิม ๖๐ ปี ปรับเป็น ๗๕ ปี โดยในปี ๒๕๖๒ จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ (๖๐ ปีขึ้นไป) มากกว่าประชากรวัยเด็ก (อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี) และในปี ๒๕๖๔ ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” และจะเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในปี ๒๕๗๔ ดังนั้น สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยจะอยู่ดีมีสุข เราทุกคนต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมการอยู่การกิน การออกกำลังกาย เลิกพฤติกรรมเสี่ยง มีการออม และพึ่งพาตนเองให้ได้ รวมทั้งต้องเตรียมที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม สำหรับการเป็นผู้สูงอายุ ให้เหมาะสมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ

 

  • แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์  รองอธิบดีกรมอนามัย ได้อภิปรายในประเด็น
    “การตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ เพื่อคนรุ่นใหม่ที่มีสมรรถภาพ” ว่า จากปัญหาอัตราการเกิดน้อยแต่ด้อยคุณภาพ เป็นปัญหาอุปสรรคอย่างมากต่อการขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อก้าวไปสู่ประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และบรรลุตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น ต้องสร้างประชากรไทยให้มีคุณภาพ โดยเริ่มจากในช่วง ๑๐๐๐ วันแรกของชีวิต คือ ๒๗๐ วันในครรภ์มารดา บวก ๗๓๐ วันหลังคลอด และมีกระบวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์เพื่อลูกคุณภาพ จนกระทั่งดูแลคุณแม่หลังคลอด โดยรณรงค์ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย ๖ เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก

 

 

  • นางปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ ผู้อำนวยการกองสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อภิปรายในประเด็น “สถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทยล่าสุดว่า จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย ปี ๒๕๖๐ (ระหว่างเดือนมิถุนายน–สิงหาคม ๒๕๖๐) สรุปได้ดังภาพนี้

 

1

  • ศาสตราจารย์ประเสริฐ  อัสสันตชัย รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
    ได้อภิปรายในประเด็น “การเจ็บป่วยในผู้สูงอายุ…เราป้องกันได้!” ว่า ลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุที่แตกต่างจากผู้ป่วยทั่วไป คือ พลังสำรองของร่างกายจะลดลง อาการแสดงที่ไม่แน่นอน มีหลายโรคในเวลาเดียวกัน ได้รับยาหลายชนิด และปัญหาด้านสังคม ซึ่งอาการแสดงที่ไม่แน่นอนของผู้สูงอายุที่พบได้บ่อย คือ ภาวะหกล้ม เดินหรือเคลื่อนไหวไม่ได้ สติปัญหาเสื่อมถอย โดยภาวะหกล้มทางองค์การอนามัยโลกได้ให้แนวทางป้องกันไว้ ๓ มาตรการ คือ มาตรการที่ ๑ สร้างความตระหนักให้กับผู้สูงอายุ ตนในครอบครัว คนดูแล ชุมชน บุคลากรด้านสุขภาพ รัฐบาลและสื่อ มาตรการที่ ๒ ประเมินปัจจัยเสี่ยงเป็นระยะและแก้ไข และมาตรการที่ ๓ หามาตรการในการป้องกันที่มีประสิทธิภาพและทำได้จริง
  • รองศาสตราจารย์พินิจ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาด ได้อภิปราย
    ในประเด็น “วิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย เพื่อความสูงวัยอย่างมีพลัง” ว่า การออกกำลังกายสามารถยับยั้งหรือชะลอความเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายได้ โดยต้องออกกำลังกายตามวิธีที่เหมาะสม เช่น แบบ
    แอโรบิก จะช่วยทำให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และสร้างความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อเข่า คอ ท้อง และหลัง เป็นต้น

 

จากนั้น ช่วงที่สองเป็นการอภิปรายในหัวข้อ เรื่อง “วิกฤติและโอกาสในสังคมสูงวัย
ในทรรศนะของท่าน”
โดยมีวิทยากรร่วมอภิปราย ประกอบด้วย นายแพทย์เอกชัย  เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์เกียรติคุณพงษ์ศิริ  ปรารถนาดี กรรมการบริหารสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย นางธราภรณ์  พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมี ศาตราจารย์คลินิกนิเวศน์  นันทจิต ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็น

ผู้ดำเนินรายการ โดยมีข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น ดังนี้

๑. การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ต้องเตรียมตัว ๔ ด้าน ดังนี้ ๑) เตรียมด้านสุขภาพ
๒) เตรียมด้านเศรษฐกิจและการออม ๓) เตรียมด้านที่อยู่อาศัย และ ๔) การเตรียมด้านสังคม โดยเฉพาะ
สิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุในสถานที่สาธารณและภายในบ้าน เช่น ควรมีราวยึดในห้องน้ำและห้องส้วม ส่วนเรื่องรายได้ ควรสนับสนุนอาชีพที่เหมาะสมรองรับผู้สูงอายุที่มีร่างกายแข็งแรงสามารถทำงานได้ และเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุ รัฐบาลควรส่งเสริมอาชีพดูแลผู้สูงอายุให้มากขึ้น รวมทั้งการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง

๒. โอกาสที่ต้องทำเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สิ่งที่ต้องทำ คือ ๑) ผู้สูงอายุต้องทำตัวเป็น Active Aging ๒) ชมรมผู้สูงอายุต้องพัฒนาชมรมให้เข็มแข็งและขยายผลให้ไปถึงระดับหมู่บ้าน ๓) ตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาผู้สูงอายุให้มีคุณภาพและขยายผลให้มีทุกตำบล ๔) เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สงอายุและพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินชีวิต ๕) สร้างอาชีพรองรับผู้สูงอายุ และ ๖) ส่งเสริมบุคลากรที่ดูแลผู้สูงอายุ ๗) จัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูในชุมชนให้ครอบคลุมทั่วทุกตำบล และภูมิภาค เพื่อลดปัญหาผู้ป่วยติดเตียง

๓. ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พบปัญหาความท้าทาย ๑) การอยู่ตามลำพังของผู้สูงอายุ ๒) อยู่กับคู่สมรสของผู้สูงอายุไม่มีผู้ดูแล ๓) ผู้สูงอายุไม่มีเงินออม ๔) ขาดแคลนบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ ๕) ภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น และ ๖) สวัสดิการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ เป็นความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย

 

สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังกล่าว มารวบรวมเพื่อจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ

2

 

|  165 views

Leave a Comment

*

scroll to top