วันศุกร์ , 17 สิงหาคม 2018

Home » กิจกรรมพิเศษ » กิจกรรม สนช. » สนช. กล่าวรายงานความเห็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาในประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถกระทำเพื่อสนับสนุนสภาวะแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

สนช. กล่าวรายงานความเห็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาในประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถกระทำเพื่อสนับสนุนสภาวะแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

เมษายน 20, 2018 4:14 pm by: Category: กิจกรรม สนช., กิจกรรมพิเศษ, ต่างประเทศ, หน้าหลัก Leave a comment A+ / A-

วันศุกร์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๑ ณ โรงแรม Fairmont กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย คณะผู้แทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วย พลเอก ศุภกร สงวนชาติศรไกร ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฯ พร้อมด้วยนายวิทวัส บุญญสถิตย์ เข้าร่วมการเสวนาว่าด้วย “สมาชิกรัฐสภาผู้ให้การสนับสนุน ‘การปฏิวัติเงียบ’ เพื่อธรรมาภิบาลด้านการกำกับดูแลที่ดียิ่งขึ้น” ร่วมการเสวนาในวาระว่าด้วยแนวปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ (Good Regulatory Practice – GRP) และการลดภาระด้านกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น

โอกาสนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนฯ ได้กล่าวรายงานความเห็นของคณะผู้แทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกี่ยวกับสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาในประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถกระทำได้เพื่อสนับสนุนสภาวะแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ (Pro-business regulatory environment) สาระสำคัญของคำกล่าวรายงานข้างต้น คือ จากมุมมองของสมาชิกรัฐสภาไทย บทบาทที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเรื่องดังกล่าวในฐานะผู้แทนปวงชน ได้แก่ บทบาทด้านนิติบัญญัติและบทบาทด้านการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร สำหรับกรณีของประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับสมาชิกรัฐสภาไทยในการสร้างสภาวะแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อภาคธุรกิจอยู่แล้ว ดังนั้น บทบาทที่เหล่าสมาชิกรัฐสภาพึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นผู้แทนปวงชน (Representativeness) ของตนคือ บทบาทด้านการตรวจสอบถ่วงดุล จากนั้น ได้กล่าวขยายความว่า สำหรับบทบาทด้านนิติบัญญัติ มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดว่า นอกจากรัฐจะพึงออกกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็นแล้ว เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ

นอกจากนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนฯ ได้กล่าวอธิบายต่อไปว่า สมาชิกรัฐสภาได้บัญญัติแต่เฉพาะกฎหมายแม่บท (Primary legislation) ซึ่งให้อำนาจต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและวางโครงสร้างของกฎระเบียบข้อบังคับที่ตามมาเท่านั้น เนื่องจากมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้เฉพาะทางและมีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการค้าโดยปกติแล้วจะได้รับการกำหนดอยู่ในกฎหมายระดับรอง อันเป็นส่วนหนึ่งซึ่งสมาชิกรัฐสภาไทยมักจะสงวนท่าทีในการแสดงความเห็น ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารของไทยมีความคืบหน้าในการสร้างสภาวะแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อภาคธุรกิจอย่างมากในช่วงราว ๒๐ ปีที่ผ่านมา แม้แต่ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน รัฐบาลก็ได้ตราพระราชกฤษฎีกาการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งกำหนดให้ผู้รักษาการตามกฎหมายต่าง ๆ ทบทวนกฎหมายทุก ๕ ปี และจัดทำคำแปลกฎหมายเหล่านั้นเป็นภาษาทางการของอาเซียน (คือภาษาอังกฤษ) สำหรับภายใต้บริบทข้างต้นนี้ บทบาทด้านการตรวจสอบถ่วงดุลของของสมาชิกรัฐสภาไทยจึงไม่ควรเป็นการเข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับความสมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์ของมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีโดยตรง เพราะบุคลากรในวงงานรัฐสภาขาดความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว ทั้งยังไม่ควรเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลสร้างสภาวะแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ เพราะรัฐบาลเองก็ได้มีความตื่นตัวในด้านนี้อยู่แล้ว หากแต่บทบาทของพวกเราควรเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นผู้แทนปวงชนและเข้าไปเกี่ยวข้องกับภารกิจนี้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภาสามารถแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ (Constructive engagement) เช่นนี้ ผ่าน ๒ ช่องทาง ช่องทางแรกคือผ่านทางการตั้งกระทู้ถาม ในฐานะผู้แทนปวงชน สมาชิกรัฐสภามีพันธกรณีในการสะท้อนความเห็นของทุกภาคส่วน ไม่ว่าภาคส่วนเหล่านั้นจะมีความสามารถทางเศรษฐกิจ (Economic capacity) มากเพียงใด ประเทศไทยมีภาคธุรกิจที่หลากหลายและมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเพิ่มขึ้นอย่างมากของผู้ประกอบการภาคธุรกิจไทยที่ได้กลายเป็นบรรษัทข้ามชาติ โดยวิธีการตั้งกระทู้ถามทางสภานี้ สามารถแสดงบทบาทด้านการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อย้ำประกันว่าเสียงของภาคธุรกิจทั้งหมดได้รับการสะท้อนสู่กระบวนการจัดทำและปฏิบัติตามนโยบายของภาครัฐบาลอย่างเท่าเทียมกัน อีกช่องทางหนึ่งคือ ผ่านงานของคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง รัฐสภาไทยมักจะศึกษาและจัดทำรายงานผลการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นสำคัญหรือปัญหาเชิงนโยบายต่าง ๆ ในกระบวนการนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รับเชิญมาให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่คณะกรรมาธิการ และมักพบว่าปัญหาการปฏิบัติตามนโยบายที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุมาจากการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างทำงานในส่วนของตนโดยไม่ประสานงานกัน (Working in silos) เนื่องจาก มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าหนึ่งๆ อาจมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเช่นกัน งานด้านการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาลในการนำมาซึ่งสภาวะแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อภาคธุรกิจต่อไป

S__7102597 S__7102598 S__7102599

|  182 views

Leave a Comment

*

scroll to top