วันอังคาร , 17 กรกฎาคม 2018

Home » ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน » สรุปผลการประชุม กมธ. การคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๒/๒๕๖๑

สรุปผลการประชุม กมธ. การคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๒/๒๕๖๑

กรกฎาคม 5, 2018 10:17 am by: Category: ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน, หน้าหลัก, เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา Leave a comment A+ / A-

dd1

วันอังคารที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๑๑ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒
เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา
– พิจารณาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ
– รายงานสรุปผลการเดินทางไปเยือนและร่วมประชุมทวิภาคีของกรรมาธิการ การคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๑
ผลการพิจารณา
๑. พิจารณาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ
ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ ดังนี้
(๑) คณะอนุกรรมาธิการด้านการคมนาคมทางบกและทางราง
(๑.๑) เรื่องร้องเรียนของสมาคมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ขอให้แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน จังหวัดตราด ด้วยการสร้างสะพานข้ามเกาะช้างระหว่าง อำเภอเกาะช้างกับอำเภอแหลมงอบ
คณะอนุกรรมาธิการได้เชิญผู้ร้องเรียนมาร่วมประชุมและได้ให้ข้อเสนอในการดำเนินการ ดังนี้
๑. การสร้างสะพานข้ามเกาะและถนนรอบเกาะ มีผลกระทบในด้านบวกและด้านลบ ปัจจุบันกรมทางหลวงชนบทอยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษาการสร้างถนนรอบเกาะช้าง ขอให้พิจารณาเสนอให้สร้างถนนไปในพื้นที่ที่มีความจำเป็นและเป็นจุดสาคัญที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกาะช้างก่อนเพื่อให้ได้รับการพิจารณาอนุมัติที่รวดเร็วขึ้น
๒. เรื่องสะพานข้ามเกาะช้าง เห็นควรเสนอให้กระทรวงคมนาคม รับไปพิจารณา และควรมีแผนในการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งนี้ ควรคำนึงถึง การแก้ไขปัญหาเรื่องการเดินทางระหว่างเกาะช้างกับฝั่งจังหวัดตราด ที่มีปัญหาเรื่องการให้บริการของผู้ประกอบการเรือเฟอร์รี่ที่มีไม่เพียงพอหรืออาจจะมีการผูกขาด ทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการเสียเปรียบและได้รับความเดือดร้อน โดยขอให้กรมเจ้าท่าพิจารณาหาผู้ประกอบการเดินเรือเพิ่มเติมหรือสร้างท่าเทียบเรือสาธารณะให้การเดินทางของประชาชนมีความสะดวกมากขึ้น
๓. ในช่วงรอการพิจารณาสร้างสะพานข้ามเกาะ ควรจัดให้มีเรือเร็ว (สปีดโบ๊ท) ให้บริการโดยหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว
(๑.๒) เรื่องร้องเรียนของตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ให้ผ่อนปรนรถขนถ่ายสินค้าเข้า – ออก ในพื้นที่อาเภอเบตง จังหวัดยะลา
คณะอนุกรรมาธิการ ได้เชิญผู้แทนกรมการขนส่งทางบกเข้าร่วมประชุมโดยคณะอนุกรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนี้

๑. ในการเจรจากับประเทศมาเลเซีย ควรต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ข้อมูลในระดับบนโยบายและระดับพื้นที่ควรได้รับทราบข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้อง
๒. คณะอนุกรรมาธิการขอรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้อง
๓. กรมการขนส่งทางบกควรพิจารณาดำเนินการโดยเทียบเคียงแนวทางเดียวกันกับกรณีรถโดยสารที่มีการอนุญาตให้วิ่งเข้ามาในประเทศได้ โดยทำการขออนุญาตผ่านเข้ามาที่ด่านชายแดน
(๑.๓) ปัญหาการจราจรติดขัดในเส้นทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) สาย ๗ กรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา มีการจราจรติดขัดบริเวณด่านทางออกมุ่งหน้าไปทางจังหวัดระยอง
คณะอนุกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนกรมทางหลวง เข้าร่วมประชุม โดยคณะอนุกรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็น ดังนี้

๑. การสร้างตู้เก็บเงินเพิ่มควรทำเป็นระบบเก็บเงินอัตโนมัติเอ็มพาส ก่อนถึงด่านควรให้รถสามารถออกจากระบบไปได้ก่อนประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ตรงทางแยกจะต้องติดตั้งป้ายสัญญาณให้ชัดเจน ให้ผู้ขับขี่รถเห็นได้ในระยะไกล และติดตั้งป้ายเป็นระยะจนสุดสายทาง
๒. ให้พิจารณาพฤติกรรมการเดินทางของผู้ขับขี่ในเส้นทางเดิมที่เป็นทางหลวง เมื่อสร้างทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) จะต้องปรับเปลี่ยนป้าย สัญญาณเตือน เพราะความเร็วและพฤติกรรมในการใช้ทางจะเปลี่ยนไป
๓. ในการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ของกรมทางหลวง กรณีหาผู้รับจ้างไม่ได้ ควรมอบหมายให้ศูนย์สร้างทางกรมทางหลวงดำเนินการ เพื่อให้งานเสร็จเร็วทันต่อการใช้งานของประชาชน
๔. ควรประสานกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการระบบเก็บเงินแบบอัตโนมัติให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ และให้สำรวจความต้องการและปัญหาอุปสรรคของผู้ขับขี่
๕. ควรพัฒนานาระบบการเก็บค่าผ่านทางที่มีความทันสมัย ทางที่จะสร้างใหม่ควรทาเป็นระบบเก็บเงินอัตโนมัติทั้งหมด และในกรณีนี้การแก้ไขปัญหาหน้าด่านในแผนระยะสั้น ควรดำเนินการทำให้เป็นด่าน ๒ ตอน ด่านแรก ใช้ระบบ M Pass สามารถผ่านไปได้เลย ส่วนรถที่จะผ่านด่านโดยใช้เงินสดจะเข้าช่องในด่านที่ ๒ จะทำให้ปริมาณช่องที่จ่ายเงินสดเดิม ๒ ช่อง เป็น ๔ ช่อง ส่วนแผนระยะยาวควรทำเป็นระบบ Financial Payment สามารถใช้ Smart Phone ในการจ่ายเงิน
๖. ทางหลวงพิเศษสาย ๗ กรมทางหลวงควรทำจุดพักรถเพิ่มเติม โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการสถานีน้ามันต่าง ๆ
๗. ตำรวจทางหลวง ควรนำอากาศยานไร้คนขับหรือ Drone มาใช้เป็นอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วและสามารถถ่ายทอดและสั่งการได้เร็ว รวมทั้งสามารถนำมาใช้ ในด้านความปลอดภัยและอาชญากรรม
(๑.๔) พิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีที่ดินอยู่อาศัยถูกแนวทางหลวงตัดผ่าน และแนวเส้นทางใหม่ที่กรมทางหลวงกำหนดผิดหลักวิชาการทางด้านวิศวกรรมจราจรและวิศวกรรมน้ำ
คณะอนุกรรมาธิการได้เชิญผู้ร้องเรียนและผู้แทนกรมทางหลวงเข้าร่วมประชุม โดยคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นในเบื้องต้นว่า ปัจจุบันโครงการนี้ ยังไม่เริ่มดำเนินการก่อสร้างอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสม ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวงรับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณา รวบรวมข้อมูลและหาเหตุผลมาชี้แจงประชาชนให้เกิดความชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมทั้งเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียในการดาเนินการของโครงการ
(๑.๕) พิจารณาโครงการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข ๙ วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร
คณะอนุกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนกรมทางหลวง เข้าร่วมประชุม สรุปได้ดังนี้
สถานะดำเนินโครงการ
๑) ช่วงพื้นที่ด้านเหนือ ตั้งแต่ช่วงบางบัวทองไปถึงบางปะอิน พัฒนาเขตทางจากถนนทางธรรมดาให้เป็นทางมอเตอร์เวย์ อยู่ระหว่างการสำรวจออกแบบรายละเอียด คาดว่าจะแล้วเสร็จ ในปี ๒๕๖๑ เนื่องจากมีการเร่งรัดการให้ดำเนินโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ และในปี ๒๕๖๒ กรมทางหลวงคาดว่าจะได้รับการพัฒนาทางคู่ขนานลงมาถึงเส้นทางหมายเลข ๓๔๖
๒) การพัฒนาแยกบางบัวทองลงมาด้านใต้ถึงพระราม ๒ กรมทางหลวงจะพัฒนาถนนเดิมให้เป็นมอเตอร์เวย์ โดยการสร้างทางยกระดับบนเขตทางเดิม ในปี ๒๕๖๒ กรมทางหลวงได้รับงบประมาณการก่อสร้างทางคู่ขนานด้านเหนือ จะมีการก่อสร้างทางหลวง หมายเลข ๓๔๖ ไปถึงทางแยกต่างระดับบางปะอิน ส่วนสะพานข้ามแม่น้าเจ้าพระยาอาจยังไม่ได้ก่อสร้าง เนื่องจากจะได้รับงบประมาณก่อสร้างทางคู่ขนานในปีนี้ก่อน ส่วนทางมอเตอร์เวย์อยู่ระหว่างการดำเนินการออกแบบรายละเอียด คาดว่าจะออกแบบแล้วเสร็จช่วงกลางปี ๒๕๖๒ จากบางบัวทองไปถึงบางปะอิน สำหรับด้านใต้จะดาเนินการแบบร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (Public – Private Partnership: PPP) ตั้งแต่บางขุนเทียนถึงบางบัวทอง
คณะอนุกรรมาธิการขอให้กรมทางหลวงพิจารณาทบทวนการสร้างเป็นทางยกระดับหรือสร้างเป็นทางระดับพื้น จากช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน หากขยายทางบริการเพิ่มขึ้นประชาชนที่ใช้ทางอยู่ในปัจจุบันจะได้รับผลกระทบ
(๒) คณะอนุกรรมาธิการด้านการคมนาคมทางน้าและการพาณิชยนาวี
คณะอนุกรรมาธิการกำหนดนัดประชุมเพื่อพิจารณา เรื่อง ขอให้พิจารณาทบทวนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน สำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือไทย โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม ในวันจันทร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา
(๓) คณะอนุกรรมาธิการด้านการคมนาคมทางอากาศ
– รับทราบการเดินทางไปศึกษาดูงานการออกแบบผลิตอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ประกอบการพิจารณาศึกษากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก ณ บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จากัด เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๑
จากการเดินทางไปศึกษาดูงานดังกล่าวคณะอนุกรรมาธิการมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
๑. กรณีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการห้วงอากาศ จากการประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบายห้วงอากาศแห่งชาติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อให้มีการบริหารจัดการห้วงอากาศได้อย่างเหมาะสมและมีการใช้ห้วงอากาศร่วมกันระหว่างกองทัพและพลเรือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดาเนินการ
๒. กรณีการรับรองความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness) ควรดำเนินการโดยสำนักงานการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ทาหน้าที่กำกับดูแลด้านการบินพลเรือนและจัดตั้งตามคำแนะนาขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
๓. ควรประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน กองทัพอากาศและสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการในการรับรองมาตรฐาน
(๔) คณะอนุกรรมาธิการศึกษาด้านโลจิสติกส์
คณะอนุกรรมาธิการกำหนดเดินทางไปศึกษาดูงานการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ณ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์กองทัพไทย เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ในวันพุธที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๑
๒. รายงานสรุปผลการเดินทางไปเยือนและร่วมประชุมทวิภาคีของกรรมาธิการ การคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๑ 
ที่ประชุมรับทราบรายงานสรุปผลการเดินทางไปเยือนและร่วมประชุมทวิภาคีของกรรมาธิการการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๑ สรุปได้ดังนี้
วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๑
คณะกรรมาธิการการคมนาคมได้ร่วมประชุมกับ Frank Hoch รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ คมนาคมและนวัตกรรมเมืองฮัมบูร์ก (Ministry of Economy, Transport and Innovation) เกี่ยวกับการพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ ได้แก่ One Belt One Road ซึ่งพบว่า Frank Hoch เล็งเห็นศักยภาพและความเหมาะสมของประเทศไทยในการเป็นเมืองท่า จึงมีความสนใจลงทุนด้านรถไฟ อู่ต่อเรือ และด้านโลจิสติกส์ในประเทศไทย ณ ศาลาว่าการ เมืองฮัมบูร์ก
วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๑
คณะกรรมาธิการศึกษาดูงานการพัฒนาและการดำเนินการด้านต่าง ๆ ที่ทำให้ท่าเรือฮัมบูร์กประสบความสาเร็จและเป็น Hub ของทวีปยุโรป ซึ่งพบว่าการพัฒนาท่าเรือต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน เนื่องจากรัฐบาลเยอรมนีได้ให้ความสำคัญกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ทั้งนี้ ท่าเรือฮัมบูร์กได้มีการดำเนินการทุกอย่างอย่างเป็นระบบในการขนถ่ายสินค้า การจัดบริการ การขนส่ง และการพัฒนาท่าเรือไปสู่ความทันสมัยเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ณ การท่าเรือฮัมบูร์ก (Hamburg Port Authority)
วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๑
คณะกรรมาธิการการคมนาคม ศึกษาดูงานและประชุมหารือกับผู้บริหาร Wasser – und Schiffahrtsamt Brunsbuttel เกี่ยวกับการบริหารจัดการคลองคีล (Kiel Canal) ซึ่งพบว่า มีการบริหารจัดการและขั้นตอนควบคุมในการผ่านประตูคลองคีลอย่างเป็นระบบ เน้นให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการอำนวยความสะดวก เพื่อให้เกิดความปลอดภัย โดยเรือแต่ละลำที่แล่นผ่านจะใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง นอกจากนี้ พบว่าเคยรับเรือสูงสุดได้ จำนวน ๑๓๐ ลำ ซึ่งยังไม่เต็มขีดความสามารถ
วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๑
คณะกรรมาธิการการคมนาคมเดินทางไปประชุมร่วมกับผู้บริหารการรถไฟ แห่งเยอรมนี (Deutsche Bahn) ทำให้ได้รับทราบถึงการบริหารจัดการระบบรางของเยอรมนีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบขององค์การที่มีการปฏิรูปองค์การเพื่อความคล่องตัวในการบริหาร มีการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบอาณัติสัญญาณ (ETCS) จนกลายเป็นประเทศที่มีระบบการคมนาคมขนส่งที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป รวมทั้งยังมีความสนใจการลงทุนในต่างประเทศ และการเชื่อมต่อสามสนามบิน ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภาของประเทศไทย ซึ่ง Deutsche Bahn จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางการสนับสนุนโครงการดังกล่าวของประเทศไทยต่อไป และได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ นายธีรวัฒน์ ภูมิจิตร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน พร้อมทั้งหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยความสาเร็จของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งสอบถามสภาพความเป็นอยู่ของคนไทยในเยอรมนี พบว่า มีความเป็นอยู่ที่ดีและสะดวกสบาย โดยสถานทูตได้ลงพื้นที่เพื่อดูแลคนไทยในเยอรมนีอย่างต่อเนื่อง
วันศุกร์ที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๑
คณะกรรมาธิการเดินทางไปประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอล (BMVI) การรวมกระทรวงคมนาคมของเยอรมนีกับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ส่งผลดีต่อการพัฒนาเมืองและประเทศ เนื่องจากทำให้เกิดการวางแผนการคมนาคมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการการพัฒนาระบบการขนส่งของประเทศเพื่อนำมาเสนอต่อรัฐบาลในการปรับใช้กับประเทศไทยตามความเหมาะสมต่อไป
คณะกรรมาธิการกาหนดนัดประชุมครั้งต่อไป ในวันอังคารที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๑๑ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒
dd2 dd3 dd4 dd5

|  78 views

Leave a Comment

*

scroll to top