วันพุธ , 26 กันยายน 2018

Home » ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน » สรุปผลการประชุม กมธ. การคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๐/๒๕๖๑

สรุปผลการประชุม กมธ. การคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๐/๒๕๖๑

กันยายน 14, 2018 10:09 am by: Category: ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน, หน้าหลัก, เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา Leave a comment A+ / A-

a1

วันอังคารที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๑ ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๑๑ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒
เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา
๑. พิจารณาและรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับกรณีโครงการพัฒนารถบัสไฟฟ้าสัญชาติไทย (E – Bus) เพื่อใช้เป็น Feeder ระบบขนส่งทางราง
๒. พิจารณาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการและคณะทำงาน
ผลการพิจารณา
๑. พิจารณาและรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับกรณีโครงการพัฒนารถบัสไฟฟ้าสัญชาติไทย (E – Bus) เพื่อใช้เป็น Feeder ระบบขนส่งทางราง โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ผู้แทนจาก บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีโครงการพัฒนารถบัสไฟฟ้าสัญชาติไทย (E – Bus) สรุปได้ดังนี้
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนารถบัสไฟฟ้าขนาด ๙ เมตร เพื่อเป็นสิทธิบัตรของคนไทย
๒. มุ่งสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานครและเมืองหลักอื่น ๆ เป็น Feeder และ Shuttle Bus
๓. สอดคล้องตามนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ
๔. Thailand Technology และ Innovation
๕. เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมชิ้นส่วนภายในประเทศ
๖. เพื่อพัฒนารถ BEV ให้ได้มาตรฐานสากล และสามารถแข่งขันกับรถบัสนาเข้าจากต่างประเทศได้
ความร่วมมือระหว่างบริษัทเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ (PPP)
– สวทช. เชี่ยวชาญระบบ Software Control System (eg. ECU) และมาตรฐานการทดสอบรถโดยสาร
– บริษัท เบต้า เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ Li-ion สาหรับ EV สัญชาติไทย
– บริษัท พานทอง กลการ จากัด เป็นผู้ผลิตโครงและตัวถังรถโดยสาร OEM หลากหลายแบรนด์ เช่น Scania, Mercedes Benz, MAN ฯลฯ มีประสบการณ์มากกว่า ๓๐ ปี
– บริษัท อีสเทิร์น ยูไนเต็ด จำกัด เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน OEM ให้กับบริษัทยานยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่นและยุโรป
– บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีความเชี่ยวชาญด้านงาน Engineering และระบบ Charging Station 
– บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เชี่ยวชาญด้านการจัดหาอุปกรณ์ชิ้นส่วนและวิศวกรรมยานยนต์
การได้มาของรถโดยสารเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ
ปัจจุบันการได้มาของรถโดยสารภายในประเทศมี ๒ แนวทาง
๑. การนำเข้าจากต่างประเทศ (CBU Bus) / ภาษีนำเข้า ร้อยละ ๔๐
๒. การประกอบตัวถังภายในประเทศ โดยการนำเข้าเพียง Chassis สาเร็จรูป ภาษีนำเข้าร้อยละ ๓๐ การประกอบภายในประเทศด้วยวิธีการนำเข้าตามกระบวนการยื่นคำร้องขอลดอัตราอากรศุลกากรตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ (Completely Knocked Down) ภาษีนำเข้าร้อยละ ๑๐ 
ประโยชน์จากการสร้างรถบัสไฟฟ้าภายในประเทศ
๑. สามารถสร้าง Value Chain ได้จาก
– อุตสาหกรรมต่อตัวถัง
– อุตสาหกรรมแบตเตอรี่
– อุตสาหกรรมบริการ เช่น Charging Station และบริการที่เกี่ยวเนื่อง
– อุตสาหกรรมการบารุงรักษา E – Bus และ Charging Station
– เป็น Feeder ให้กับระบบขนส่งทางราง ทำให้ประเทศมีการใช้พลังงานอย่างประสิทธิภาพและลดการนำเข้าปิโตรเลียม เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้
– การมี E – Bus ที่ผลิตได้ในประเทศมีข้อได้เปรียบเรื่อง Life Cycle Cost ที่ยาว เนื่องจากมีชิ้นส่วนที่สามารถ Replace ได้ในประเทศ
– ลดต้นทุนได้ต่าลงหากมีการสร้าง Demand การใช้งานและปริมาณการใช้รถ E – Bus ที่ผลิตในประเทศ
– ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงที่ต่าของ E – Bus ที่ ๔.๕ บาท/กิโลเมตร เทียบต่อการใช้เชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซลที่ ๑๖.๓ บาท/กิโลเมตร (ผลศึกษาประสิทธิภาพทดสอบเส้นทาง ๕๑๑ ประตูน้ำ – เอกมัย โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี)
– ค่าใช้จ่ายการซ่อมบารุงต่าที่ค่าเฉลี่ย ๒.๕ บาท/กิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับรถเครื่องยนต์ดีเซลที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ ๕ บาท/กิโลเมตร
– ส า ม า ร ถ ใ ช้ Solar PV Charging Station เ พื่อ เ ป็น Zero Emission ร้อยละ ๑๐๐ ในอนาคตได้
ความคาดหวังการสนับสนุนจากทางภาครัฐ
– มาตรการการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีการนำเข้าชิ้นส่วนที่ยังผลิตไม่ได้ในประเทศไทย
– การสั่งซื้อและใช้งานภายในหน่วยงานภาครัฐในอนาคต (Government Purchasing Policy)
– นโยบายให้เกิดแรงจูงใจรณรงค์การใช้งาน (Incentive for users) BEV เป็นการสร้าง Demand ให้เกิด High Volume และนำไปสู่ต้นทุนรถที่ต่ำลง
มติที่ประชุม : ที่ประชุมรับทราบข้อมูลโครงการดังกล่าวข้างต้น และเห็นควรให้กระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรมการขนส่งทางบก และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หารือร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนารถบัสไฟฟ้า (E – Bus) เพื่อใช้เป็น Feeder ระบบขนส่งทางราง โดยคณะกรรมาธิการจะเชิญมาให้ข้อมูลความคืบหน้ากรณีดังกล่าวในโอกาสต่อไป
๒. พิจารณาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการและคณะทำงาน
ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการและคณะทำงาน สรุปได้ดังนี้
(๑) คณะอนุกรรมาธิการด้านการคมนาคมทางน้ำและการพาณิชยนาวี
คณะอนุกรรมาธิการด้านการคมนาคมทางน้ำและการพาณิชยนาวี กำหนดนัดประชุมในวันอังคารที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา เพื่อพิจารณาเรื่องต่าง ๆ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม ดังนี้
๑. ติดตามความคืบหน้ามาตรการการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าแผ่นเหล็กรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือไทย
๒. การกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรการนำเข้าแผ่นเหล็กรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน
๓. การพิจารณาผลกระทบจากการออกประกาศกรมศุลกากรที่ ๑๓๔/๒๕๖๑ เรื่อง การยื่นบัญชีสินค้าทางเรือ (Manifest)
(๒) คณะอนุกรรมาธิการศึกษาด้านโลจิสติกส์
(๒.๑) พิจารณาติดตามความคืบหน้าการพิจารณาศึกษาการพัฒนา Air Cargo คณะอนุกรรมาธิการอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยในวันพุธที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๑ กำหนดเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าทางอากาศ จำนวน 2 สมาคม ดังนี้
(๑) สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA)
– Mr. Louis Moser ต า แ ห น่ง Area Manager for Thailand, Combodia, Laos and Myanmar
(๒) สมาคมการค้าธุรกิจการบินขนส่งสินค้า
– คุณชาลินี นันท์โคนนท์ สายการบิน Cargolux
– คุณพลนัท พรพบภัทรภัค สายการบิน Qatar Airways
– คุณทศวรชาติ ฤกษ์บางพลัด สายการบิน Emirates Sky Cargo
(๒.๒) พิจารณาติดตามความคืบหน้าการศึกษา เรื่อง คลองไทย
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของการขุดคลองไทยด้านสังคมและวัฒนธรรม พบว่าส่วนใหญ่อาศัยข้อมูลจากรายงานผลการศึกษาโครงการขุดคลองไทย โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ วุฒิสภา ในปี ๒๕๔๘ เป็นหลัก จากการศึกษาเอกสารต้นฉบับ พบว่าไม่มีการกล่าวถึงความเป็นมาหรือการอ้างอิงจากผลการศึกษาดังกล่าว ดังนั้นจึงไม่อาจสรุปได้ว่าการขุดคลองไทยจะช่วยให้เศรษฐกิจทางภาคใต้เกิดการพัฒนาอย่างสูงได้อย่างไร การสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ รวมทั้งการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแหล่งที่มาอย่างไร อีกทั้งการศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขุดคลองที่สำคัญของโลก พบว่าจะไม่มีการพัฒนาพื้นที่ตลอดแนวคลอง แต่จะมีการพัฒนาพื้นที่บริเวณต้นคลองทั้งสองฝั่งเท่านั้น ดังนั้น พื้นที่ตลอดแนวคลองที่ถูกตัดผ่าน อาจไม่ได้รับประโยชน์ในรูปของความเจริญและความ
สมบูรณ์ทางทะเลจากการขุดคลอง และสามารถลดพื้นที่ยากจนได้อย่างมีนัยสาคัญ ประกอบกับพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวภาคใต้ต่างล้วนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างเหนียวแน่นมาแต่ดังเดิม ดังนั้น จึงไม่อาจสรุปได้ว่าการขุดคลองไทยจะสนับสนุนให้ประชาชนใกล้ชิดสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้นจากการทำงานร่วมกันเมื่อเกิดการขุดคลอง
(๒.๓) พิจารณาการจัดทายุทธศาสตร์โลจิสติกส์ ๒๐ ปี
คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาความคืบหน้าการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านโลจิสติกส์ ๒๐ ปี โดยศึกษายุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาค โดยมีข้อเสนอแนะในเบื้องต้น ดังนี้
๑. ควรมีการจัดทำแผนแม่บทระบบราง ช่วยให้ดำเนินการวางแผนการพัฒนาระบบรางได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบรางจะได้ดำเนินการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน
๒. ควรมีการพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณ รถไฟ (Railway Signaling System)
๓. ควรพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port)
๔. ควรมีช่องทางรถบรรทุก (Truck Route) หรือทางพิเศษโดยเฉพาะ ทำให้ง่ายต่อการควบคุม ตรวจสอบ ลดปัญหาถนนชารุดจากการที่รถบรรทุกน้าหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน
๕. ควรมีพัฒนาระบบการขนส่งไปยังลูกค้าปลายทาง (Last mile Delivery) 

(๓) คณะทางานพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเส้นทางคมนาคมของท้องถิ่น
คณะทำงานได้เชิญผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาสัมภาษณ์เก็บข้อมูล ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลทับน้ำ อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเกตุ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร องค์การบริหารส่วนตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง องค์การบริหารส่วนตำบลบึงเกลือ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และเทศบาลตำบลงิม อำเภอปง จังหวัดพะเยา ในวันพุธที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๑ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลและคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและสรุปรายงานเสนอต่อคณะกรรมาธิการภายในเดือนกันยายน ๒๕๖๑

คณะกรรมาธิการกาหนดนัดประชุมครั้งต่อไป ในวันอังคารที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา
ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๑๑ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒

a2 a3 a4 a5 a6 a7

|  139 views

Leave a Comment

*

scroll to top